เป็นทึ่ทราบกันดีว่าแสงแดดอันร้อนแรงในปัจจุบัน สามารถทำลายผิวพรรณของเราให้หมองคล้ำ และอาจถึงขั้นก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
ในแสงแดดมีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (ultraviolet) หรือเรียกว่า รังสี UV เป็นตัวการสำคัญนั้นเอง
ซึ่งนอกจากการดูแลผิวพรรณที่จำเป็นอย่างยิ่งแล้ว จะมีใครคาดคิดถึงอันตรายของรังสี UV ในแสงแดดที่มีต่อดวงตาของเราบ้าง
รังสี UV สามารถทำลายกระจกตา (cornea)
และเรตินา (retina) หากเราไม่ป้องกันดวงตาอันบอบบาง
โดยธรรมชาติม่านตาจะปิดเมื่อได้รับแสงที่เข้มมากเกินไป ดวงตาจึงหรี่เล็กลงเพื่อทำให้แสงเข้าสู่ตาน้อยลง แต่หากดวงตาได้รับแสงที่เข้มข้นอยู่ต่อไปจอตาอาจถูกทำลาย ทำให้ตาบอดได้ แว่นกันแดดจึงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันดวงตาจากรัวสี
UV เพื่อลดความเข้มของแสงที่จ้ามากเกินไป และลดแสงสะท้อนที่ก่อความลำคาญแก่สายตาของเรา เช่น
แสงสะท้อนจากพื้นทราย หรือพื้นน้ำ ซึ่งในบางครั้งแสงที่จ้าได้สะท้อนเข้าสู่ตาโดยตรงอาจบดบังการมองเห็นได้
แว่นกันแดดที่วางขายทั่วไป เลนส์มักทำจากพลาสติก ธรรมดาแล้วนำไปเคลือบสี ภาพที่มองเห็นอาจบิดเบี้ยวได้กลอบแว่นทำจากพลาสติกหรือลวดซึ่งไม่ทนทาน แตกต่างจากแว่นกันแดดราคาแพงที่เลนส์ทำจากวัสดุจำพวกแก้วถึงแม้ทีน้ำหนักมากแต่มีความทนทานต่อการขีดข่วนเลนส์ที่ทำจากวัสดุอย่างดี เช่น พลาสติกชนิด โพลิคาร์บอเนต ซึ่งแข็งแรงและน้ำหนักเบา หรือพลาสติก (Cr-39) ซึ่งเป็นวัสดุเรซิ่งแข็งที่มีสมบัติได้มาตรฐานทางแสงและสายตา หรือเรียกว่า “optical quality standard” ทำให้ผู้สวมใสมองเห็นวัตถุได้ชัดเจนภาพที่เห็นจะไม่บิดเบี้ยว ผู้ผลิตแว่นกันแดดบางยี้ห้อคิดค้นเลนส์ชนิดพิเศษและเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะขึ้นมาสำหรับแว่นกันแดดบางรุ่นเลยทีเดียว เช่น แว่นกันแดดที่ทำจากเลนส์พลาสติก พลูโตไนท์ ของบริษัท โอ้คเลย์ (Oakley,Plutointe Plastic )
เป็นต้น
สำหรับกรอบแว่นนั้นมีการออกแบบให้เข้ากับรูปหน้าของผู้สวมใสและมีสีสันตามแฟร์ชั่น
แว่นกันแดดบางรุ่นออกแบบกรอบแว่นให้สามารถบดบังแสงแดดที่เข้ามาทางด้านข้างได้
วัสดที่ใช้ทำกรอบแว่นได้หันมาใช้วัสดุจำพวกโลหะหรือวัสดุ คอมโพสิต
(composites) น้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรง และในส่วนของข้อต่อที่ยึดขาแว่นกับตัวแว่นกันแดดบางรุ่นใช้สปริงแทนน๊อตหรือสกรูแว่นกันแดดที่วางขายทั่วไป เลนส์มักทำจากพลาสติก ธรรมดาแล้วนำไปเคลือบสี ภาพที่มองเห็นอาจบิดเบี้ยวได้กลอบแว่นทำจากพลาสติกหรือลวดซึ่งไม่ทนทาน แตกต่างจากแว่นกันแดดราคาแพงที่เลนส์ทำจากวัสดุจำพวกแก้วถึงแม้ทีน้ำหนักมากแต่มีความทนทานต่อการขีดข่วนเลนส์ที่ทำจากวัสดุอย่างดี เช่น พลาสติกชนิด โพลิคาร์บอเนต ซึ่งแข็งแรงและน้ำหนักเบา หรือพลาสติก (Cr-39) ซึ่งเป็นวัสดุเรซิ่งแข็งที่มีสมบัติได้มาตรฐานทางแสงและสายตา หรือเรียกว่า “optical quality standard” ทำให้ผู้สวมใสมองเห็นวัตถุได้ชัดเจนภาพที่เห็นจะไม่บิดเบี้ยว ผู้ผลิตแว่นกันแดดบางยี้ห้อคิดค้นเลนส์ชนิดพิเศษและเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะขึ้นมาสำหรับแว่นกันแดดบางรุ่นเลยทีเดียว เช่น แว่นกันแดดที่ทำจากเลนส์พลาสติก พลูโตไนท์ ของบริษัท โอ้คเลย์ (Oakley,Plutointe Plastic )
เป็นต้น
นอกจากวัสดุอย่างดีที่ให้สมบัติทางแสงและการมองเห็นที่ได้มาตรฐาน สำหรับแว่นกันแดดแล้ว เทคนิคการเคลือบเลนส์ยังช่วยให้แว่นกันแดดดป็นอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดที่สมบูรณ์ขึ้น เช่น การย้อมสีเลนส์ หรือเรียกว่า “tinting” ทำให้เลนส์มีสีเข้มขึ้น โดยทั่วไปนิยมย้อมสีให้เข้มไม่เกิน 60% แต่หากแว่นกันแดดสำหรับกลางแจ้ง ควรให้สีเข้มถึง 70-90% แว่นกันแดดอาจใช้เลนส์ที่เข้มได้ถึง 97% ซึ่งหมายถึงสามารถป้องกันแสงแดดที่เข้าสู่ตาเราได้มากถึง 97 % นั่นเอง นอกจากความเข้มล้วสีของเลนส์ยังช่วยให้เกิดความชัดเจนในการมองเห็นโดยอาศัยหลักการ ที่ว่าเลนส์สีต่างกันสามารถดูดกลืนแสง สี ที่มีความถี่ต่างๆในแสงแดดได้แตกต่างกัน เช่น แว่นสำหรับกันแสงสะท้อนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนนิยมใช้เลนส์สีเหลือง หรือ สีน้ำตาล สามารถดูดกลืนแสงสีฟ้า แต่ยอมให้แสงสีอื่นเข้าสู่ตาเราได้ ทำให้ตาเรามองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เพราะลดแสงสะท้อนของแสงสีฟ้า แสงสีฟ้าสามารถสะท้อนจากวัตถุได้มากกว่าแสงสีอื่น จึงเกิดปรากฎการณ์แสงจ้าคล้ายกับปรากฎการณ์ เช่นที่เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า หรือเรียกว่า “Bluehaze” เลนส์สีฟ้านิยมใช้ทำแว่นสำหรับลดแสงจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องนั้งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เวลานานๆ เลนส์สีเขียวก็เช่นเดียวกันกับสีฟ้าจะช่วยให้ภาพที่มองเห็นชัดเจนมากที่สุดในยามที่อยู่กลางแสงแดดจ้า สีของเลนส์ที่นิยมอีกสีหนึ่งคือ สีเทา ซึ่งช่วยลดความสว่างได้เป็นอย่างดี นิยมใช้ทำเลนส์ของแว่นกันแดดสำหรับเล่นกอล์ฟ หรือผู้เล่นกีฬากลางแจ้ง ดังนั้น การใช้เลนส์ที่มีสีต่างกัน จึงเหมาะกับการใช้งานในบรรยากาศที่แตกต่างกัน
เลนส์ของแว่นกันแดด บางรุ่นเป็นเลนส์ตัดแสง อาศัยเทคนิคที่เรียกว่า โพราไรเซชัน (polarization) โดยการเคลือบฟิล์มที่ทำหน้าที่กรองแสงหรือที่เรียกว่า “polarized filters” เลนส์จะดูดกลืนแสงที่ผ่านเข้ามาในทิศทางเดียวกับการจัดเรียงตัวของโมเลกุลของสารเคมีที่ใช้ทำฟิล์ม แต่ยอมให้แสงในทิศทางอื่นผ่านเข้าสู่ตาเราได้ แว่นกันแดดที่ใช้เลนส์ตัดแสงจึงจำเป็นในยามที่เราอยู่กลางแสงแดดที่สะท้อนบนพื้นผิวน้ำซึ่งมักเป็นแสงแนวนอน กล่าวคือเมื่อแสงตกกระทบบนผิวน้ำจะมีการเบี่ยงเบนทิศทางไปในแนวเดียวกันกับผิวน้ำคือแนวนอน เมื่อแสงแนวนอนผ่านเลนส์ตัดแสง เลนส์จะไม่ยอมให้แสงในแนวนอนผ่านเข้าสู่ตาเราได้ เราจึงไม่รู้สึกแสบตา เทคนิคที่เรียกว่าโฟโตโครมิก (photochromic) ก็เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกับเลนส์ตัดแสง เลนส์ชนิดพิเศษนี้มีสารจำพวกซิลเวอร์คลอไรด์หรือซิลเวอร์เฮไลด์ ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลให้กลับไปกลับมาเมื่อเจอกับรังสี UV และการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลนี้มีผลทำให้สีของเลนส์เข้มขึ้น โดยความเข้มของสีขึ้นอยู่กับความเข้มของรังสี UV นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการเคลือบสารสะท้อนแสงที่เรียกว่า “mirroring” การเคลือบสารที่ทำจากคาร์บอน (diamond-like carbon หรือ DLC) และเพชร เพื่อการทนทานต่อการขูดขีดและการเคลือบสารกันสะท้อนไว้ด้านในของเลนส์ที่เรียกว่า “anti-reflective coating” โดยใช้วัสดุที่มีค่าดัชนีกรหักเห (index of refraction) อยู่ระหว่างอากาศกับแก้วที่ใช้ทำเลนส์
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น